![]() |
|
Spaces home ~Watashi no Nikki~PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
~Watashi no Nikki~This Blog is especially for my dear family, teachers, brothers, sisters and friends...
September 14 วันนี้ไปรับเสด็จฯมาคะวันนี้จริงๆ ต้องเขียนว่าเมื่อวานเพราะเป็นอีกวันหนึ่งแล้ว
ศ.ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จจาริกไปทรงเป็นประธานการแสดงปาฐกถาพระไตรปิฏก
เรื่อง "พระไตรปิฏก และ เทคโนโลยีภูมิปัญญาสากล"
งานจัดขึ้นที่ ห้อง ประชุมใหญ่ อาคาร 1 คณะเกษตรและชีววิทยา มหาวิทยาลัยโตเกียว
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น 13 กันยา 2551 เวลา 11.00 น.
รายละเอียดคร่าวๆ ประมาณด้านบนคะ ห้องประชุมไม่ใหญ่มาก งานก็ไม่ได้เอิกเกริกอะไรเนื่องจากจัดเล็กๆ เรียบง่าย
(ตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ห้ามจัดกิจกรรมเผยแพร่ศาสนา แต่ครั้งนี้เรามาในฐานะเผยแพร่วัฒนธรรม ดังนั้นจึงเป็นคนละแบบคะ)
โดยครั้งนี้นอกจาก ฟ้าหญิงองค์เล็ก จะเสด็จฯมาแล้ว เจ้าชายอากิชิโนะ แห่งญี่ปุ่นก็ทรงมาร่วมฟังบรรยายด้วยเช่นกัน (ปล. เจ้าชายอากิชิโนะ คือ เจ้าชายคนรองแต่มีลูกเป็นผู้ชาย)
การบรรยายไม่ยาวนัก แต่การใช้ MAC ทำ Present นี่มันช่างดูดีกว่า PC หลายเท่านัก.....
การบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น ฟังออกประมาณ 70-80% ได้กระมัง เพราะคนพูดพูดช้าๆ
เนื่องจากการพัฒนานี้จะต่อเนื่องไปถึงการพัฒนา Digital Archives ในอนาคตได้ ดังนั้น พระไตรปิฏกฉบับนี้อาจเป็นพระไตรปิฏกฉบับเทคโนโลยีเลยก็ได้
แต่ที่เด็ดกว่านั้น สำหรับวันนี้คะ
เราได้ความรู้ใหม่นั่นก็คือ อาจารย์ที่มากล่าว Closing Remarks กล่าวว่า
"แท้จริงแล้ว ประเทศไทยไม่ได้มอบพระไตรปิฏกให้ประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เมื่อร้อยกว่าปีก่อนหน้านี้ รัชกาลที่ 5 ทรงให้โรงพิมพ์หมอบลัดเลย์ในยุคนั้น จัดพิมพ์พระไตรปิฏกจำหน่ายจ่ายแจกไปทั่วโลก และส่งมาที่ญี่ปุ่นถึงสามสิบชุด"
อันนั้นยังไม่เท่าไหร่กับความจริงที่ว่า "และจากการคาดเดาของอาจารย์ว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงดำริเช่นนั้นในยุคนั้น"
หากเราย้อนเวลากลับไป ในยุคนั้นมียุโรปมาปิดอ่าวไทยไว้ เอาเรือมาหวังจะยึดน่านน้ำของเรา
เทคโนโลยีการพิมพ์ในสมัยนั้น ถือเป็นสิ่งที่เป็นสมัยใหม่ แทบจะเรียกได้ว่า เหมือน เทคโนโลยี 3.5G เลยก็ว่าได้ (ไม่อยากเขียนว่า 3G เพราะรู้สึกว่าสามจีมันเกร่อกว่าสี่จียังไม่มาเลย)
การที่พระองค์ทรงสั่งพิมพ์พระไตรปิฏก ซึ่งเป็นเอกสารภาษาไทยเป็นเซทนั้น ถือได้ว่า เป็นการประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า
"ประเทศไทยมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย"
"ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม"
"ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศาสนา (สาเหตุว่าเหตุใดจึงเป็นพระไตรปิฏก)"
ฟังแล้วซึ้งงงงง...... สุดยอดดดดด...... ไม่เคยคาดคิดถึงแนวพระราชดำรินี้ของพระองค์เลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ยังเป็นแค่แนวคิดของอาจารย์แต่สักวันน่าจะมีคนทำวิจัยเรื่องนี้สักคนนะคะ
รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงส่งพระไตรปิฏกเผยแพร่ไปทั่วโลก และในวันนี้ฟ้าหญิงองค์เล็กเสด็จฯ มามอบอีกครั้งแต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และการพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยี
เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศเราว่า ประเทศไทยก็มีดีไม่แพ้ต่างชาติเกี่ยวกับเรื่องของเทคโนโลยีเช่นกัน
ประเทศไทยของเรากำลังจะก้าวไปในทางไหน ขึ้นอยู่กับทุกท่าน
ในขณะที่บ้านเมืองร้อน หากใจเราร้อนไปด้วย ไฉนเลยจะเห็นทางออก
ความใจเย็น เป็นหนทางเดียวในการแก้ปัญหาในครั้งนี้.........สู้ต่อไปไทยแลนด์
ปล... อาจจะแอบเห็นเราติดในข่าวพระราชสำนักหน่อยๆ ก็ได้นะคะ (หรืออาจจะไม่ติดเลยก็ได้ ได้ส่งเสด็จฯ แป๊บเดียว)
August 08 เอาภาพมาฝากให้เชื่อว่าอ้วนขึ้นจริงๆJuly 28 สูตรลดน้ำหนักจากทีวีญี่ปุ่นออกอากาศมาตั้งหลายวันแล้ว หลายคนที่อยู่ญี่ปุ่นคงได้ชมกันกับวิธีลดน้ำหนักแนว(ไม่)ค่อยใหม่ นามว่า "บานาน่า ไดเอ็ตโตะ"
ตอนนี้กำลังลองทำอยู่พร้อมกับเพื่อนสมาชิกอีกสองท่าน สำเร็จไม่สำเร็จอีกสามอาทิตย์รู้กัน
และเพื่อต้องการให้มีผู้ร่วมทดลองเพิ่มขึ้นจึงขอแวะมาเม้าท์ให้ฟังในที่นี้ด้วยเผื่อทุกท่านจะเอาไปทำกันบ้างนะคะ
บานาน่า ไดเอ็ตโตะ หรือ การไดเอ็ทโดยการกินกล้วย นั่นเอง
แต่เอ๊ะๆๆๆ อ่านแค่นี้อย่าเผลอไปกินกล้วยแหลกทั้งวันทั้งคืนต่างข้าวนะคะ เพราะว่ามันช่วยลดไม่ได้
จากความเชื่อที่เชื่อว่า กล้วย ทำให้เมตาบอลิซึ่มดี
จึงมีคนวางแผนออกมาให้ปฏิบัติง่ายๆ 4 ข้อเท่านั้น (ดาราที่ญี่ปุ่น จาก 90 ลดไป 20 กก. ) แต่ละคนลดต่างกันไปนะคะ.....
1. กินกล้วยแทนอาหารเช้า แค่ 1 - 2 ใบ (ย้ำ ไม่ใช่ หวี) และกินพร้อมกับน้ำด้วยนะคะ (หลายคนบอกว่าท้องเสียแหงมๆ แต่เราก็ไม่เสียนะ ถ่ายสบายคล่อง)
2. อาหารเที่ยง เย็น กินอะไรก็ได้ตามปรกติ (ดารากินไก่ทอดด้วยซ้ำ ไม่รู้ทีวีเวอร์หรือเปล่า) แต่ ห้ามดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด บ้างก็ว่าจิบๆ ได้แต่อย่าเยอะ
3. ออกกำลังกายพอสมควร (ไม่ต้องไปเข้าฟิตเนสก็ได้ วิ่งในบ้าน วิ่งขึ้นลงบันได พาหมาไปวิ่งรอบหมูบ้าน ฯลฯ )
4. และข้อสุดท้าย ก่อนนอน 4 ชั่วโมงห้ามกินอะไรทั้งสิ้น ชั่งน้ำหนัก และเขียนกราฟทุกวันเพื่อแสดงความเปลี่ยนแปลง
เอาล่ะ มาผอมกันเถอะ พวกเรา !!!!!!!!!
วันนี้เพิ่งไปเรียนว่ายน้ำมา.... สนุกมาก... เพิ่งรู้ว่าตัวนี้ไม่กลัวน้ำ รู้ว่ากลัวจมน้ำ แต่ว่าเห็นเพื่อนคนอื่นๆ กลัวน้ำ ก็รู้ว่า โอ้ เราก็ยังพอมีหวังจะว่ายน้ำเป็นอยู่บ้างนะเนี่ย....
ขอบพระคุณโตได ที่เปิดคลาสเรียนเฉพาะนิสิตอย่างเรา... (ฮา) ไปเรียนกับเด็กอายอะ..... July 12 เกลียดญี่ปุ่นไหม?หลายคนเข้ามาอ่านบลอคเราแล้วอาจจะเกิดคำถามเดียวกัน
อยู่ญี่ปุ่นมันทุกข์ขนาดนั้นเลยเหรอ เกลียดญี่ปุ่นขนาดนั้นเลยเหรอ
มันเป็นแค่ที่ตัวเราเองไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า????
ก็ลองย้อนกลับคิดดู เกลียดญี่ปุ่นหรือเปล่า ตอบ ไม่ได้เกลียด ยังคิดอยากจะทำงานที่นี่ด้วยซ้ำ (มีแต่คนด่าว่าไม่เข็ด (ฮา))
เพื่อนญี่ปุ่นชอบไหม ตอบ ชอบสิ เป็นคนดีทีเดียว
แล้วอะไรที่ตอนนี้มันผิดอยู่ มันติดอยู่.... ตกลงตอนนี้มันเป็นอะไร?????
ความผิดหวังในอดีต มันจะตามหลอกหลอนเราไปชั่วชีวิตคงไม่ได้
เราไม่ได้คิดจะกลับไป ไม่ได้คิดเสียใจที่ไม่ได้กลับไป ไม่ได้คิดเสียใจแล้วกับความรู้สึกห่าง และ คำว่า "คนนอก" ชินแล้วด้วยซ้ำ
แต่........ แค่กลัว......กลัวการที่วันนั้นมันจะกลับมาอีกครั้ง
ถ้ามันกลับมาอีก ถึงตอนนั้น คงโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง.........
ตอนนี้คิดแล้ว ตัวเอง ไม่เหมาะ กับการเรียนปริญญาโท จริงๆ พูดตรงๆ เกิดมาไม่เคยคิดเลย ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเรียน คิดมาตลอดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้น
การเรียนที่สนุก คงจะสปอยเรามากเกินไป.........
ไม่ต้องคิดเรื่องต่อเอก ตอนนี้เรียนโท ให้จบก่อน.......เป็นเรื่องหลัก
เมื่อวานมีพรีเซ็นต์ มีรุ่นพี่แนะนำว่า ลองกลับไปมองที่ต้นตอของปัญหาแล้วเริ่มจากหนึ่งใหม่กันดูไหม........ หลายคนก็มองเห็นเหมือนกัน
นับหนึ่งใหม่ ไม่เป็นไรหรอก (ซะที่ไหนเล่า
รุ่นพี่บอกว่า การทำวิจัย คือการต่อสู้กับความกลัวอย่างหนึ่ง การต่อสู้กับตัวเอง ด้วยร่างกายและปัญญา
ทำไมตอนอยู่เมืองไทยไม่เห็นเราต้องทุกข์ขนาดนี้น่ะ......... บางทีก็คิด หรือเราเองก็โดนเมืองไทยสปอยมากเกินไป......
จากนี้ไป...... จบโทจากที่นี่ได้ ไปที่ไหนก็คงไม่กลัวแล้ว มันคงไม่มากไปกว่านี้แล้วล่ะเนอะ.....
เรายังไม่รู้จักญี่ปุ่นดี เราทำไมมาญี่ปุ่น.... เฮ้อออออ คำถามพวกนี้ เป็นคำถามโลกแตกที่ตอบไม่ได้....... นั่นสินะ......ทำไม...........
และแล้วเราก็ทำไปจนได้...... สิ่งที่อับอายขายหน้าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต....... ขออนุญาตไม่เขียนบอกตรงนี้... อายเกินกว่าจะให้โลกรู้... กรุณาเมล์หรือเอ็มมาถามเองนะจ๊ะ
แต่มีอีกอย่าง รู้สึกว่า อยู่ญี่ปุ่น ตัวเองทำบาปง่ายขึ้นเยอะ..... (ฮา)
ขึ้นรถไฟ บางทีเราเองก็ไม่ลุกให้คนสูงอายุนั่ง เพราะตอนนั้นตัวเองก็เหนื่อยแทบไม่ไหวเหมือนกัน
เรื่องทำความดี นี่ ไม่ต้องพูดถึง แทบไม่มี............ ถ้าการทำความดี คือการไปวัด ทำบุญ ตักบาตรล่ะก็นะ......... สวดมนต์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
เรื่องพระเรื่องเจ้า ประเทศนี้ ใครเข้ามาพูดเรื่องนี้ด้วย สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ "วิ่ง"
อยู่ใกล้นานๆ เกิดเค้ายกมีดขึ้นเสียบจะทำอย่างไร
ญี่ปุ่น หนอ ญี่ปุ่น ดินแดนแห่งความฝัน และ ดินแดนแห่งความสุข...........
July 09 ตกลงว่าหน้าร้อนไม่กลับบ้านแล้วนะคะสวัสดีคะ มิตรรักแฟนเพลง พ่อแม่พี่น้องเพื่อนๆ ที่รักทั้งหลาย
ตกลงประกาศอย่างเป็นทางการ "ไม่กลับบ้าน" นะคะทุกท่าน......
คือเรื่องมันมีอยู่ว่า จะต้องย้ายบ้าน แล้วก็อยากได้บ้านที่ใกล้มหาลัย (จะได้ไม่ต้องเสียค่าเดินทางเดือนละหลายๆ พัน) ปั่นจักรยานมาได้
ปรากฎว่า ต้องใช้สตางค์มากมายก่ายกอง.......
ใครไม่เคยมาอยู่ญี่ปุ่นอาจไม่ทราบว่า การหาบ้านที่ญี่ปุ่นนั้นยากเย็นเหลือประมาณ
นอกจากจะหาบ้านที่เค้ายอมรับคนต่างชาติ (หัวดำๆ ) อย่างพวกเราได้ยากแล้ว (ว่าเค้าก็ไม่ได้ เพราะว่า เค้ามีภาพลักษณ์ติดตาเกี่ยวกับคนประเทศหนึ่งไปแล้วว่า ชอบทำบ้านสกปรกเลอะเทอะ เราเลยโดนเหมารวมไปด้วย (เราก็อาจจะเลอะเทอะเหมือนกัน (ฮา))
ต่อจากนั้น เวลาจ่ายเงินค่าบ้านมันไม่ได้จ่ายแค่มัดจำ หรือล่วงหน้ามันมี
เรย์คิง (เงินศูนย์ (แปลตามตัว) เราแปลต่ออีกันคือ เงินสูญ) สูญเปล่าจริงๆ เงินขอบคุณเจ้าของบ้านอะ แปลง่ายๆ
ชิคิคิง (เงินประกัน) เรียกภาษาปะกิต ว่า deposit แต่ต่างกันมาก ..... อันนี้เป็นค่าประกัน ที่ส่วนใหญ่ไปแล้วจะไม่กลับมา เพราะหลังจากเราเช่าห้องเสร็จ วันคืนห้อง เค้าจะมาดูห้อง แล้วก็ติๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จากนั้นก็มักจะคืนมาแค่ หนึ่ง ใน สี่
เงินค่านายหน้า ประเทศนี้ จะเช่าบ้าน ต้องมีนายหน้า (ยังกับค้าที่ดิน) ต้องให้เงินขอบคุณนายหน้า
เงินมัดจำค่าห้อง (กว่าจะถึงห้องจริง) เหนื่อยจริงๆ
เงินค่าเฟอร์นิเจอร์ ในห้อง มันคือ ห้อง และ ห้อง และ ห้อง สรุปคือ มันไม่มีอะไร นอกจาก กำแพง ดีหน่อยอาจได้เตาไฟฟ้า แต่ โต๊ะ ตู้ เตียง ตั่ง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตารีด สารพัด จาระไนไม่ถูก อันนั้น ต้องซื้อเอาเองนะจ๊ะ
ค่าขนย้าย ย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ต้องเสียอยู่แล้ว
สรุปว่า
สมมุติว่า บ้านที่ข้าพเจ้าอยากไปอยู่นั้นราคา 75000 เยน (ประมาณ 20000 กว่าบาทต่อเดือน)
ข้าพเจ้าจะต้องจ่ายเงิน อย่างมากที่สุด..... 75000 x 6 =450,000 เยน หรือ เกือบ หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท (โอ ้ววว พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พระเจ้าจอร์จมันยอดมาก)
แน่นอน ไม่ไปอยู่ไกลอีกหน่อย ราคาประมาณ 60000 เยนล่ะ อยู่ต่างจังหวัด นั่งรถด่วนเข้าโตเกียวทุกวันเป็นไง (แบบเพื่อนใช้เวลาชั่วโมงครึ่งมามหาลัย)
แล้วพอถามว่า ค่ารถเดือนเท่าไหร่ อ้อ เดือนละ 15000 เยน (อ้าว แล้วมันต่างกันตรงไหน)
แล้ว เทคิเคน (ตั๋วเดือน) มันกำหนดระยะทาง (ไม่เหมือนรถไฟฟ้าเมืองไทยนะคะ) แล้วชีวิตนี้จะไม่ไปไหนนอกจากบ้านมหาลัยเลยเรอะ
แล้วกลับบ้านไม่ทัน ทำไง นั่งแท๊กซี่กลับ หมดไป สองหมืนเยน คุ้มไหม.....
สรุปว่า ขอเลือกอยู่บ้านใกล้มหาลัย ปั่นจักรยานมาได้ ใกล้ซุปเปอร์ ก็พอแล้วคะ ชีวิตนี้
แต่ที่พูดทั้งหมด สนนราคามันแพงงงงงงง เหลือใจ........
เฮ้ออ... งานนี้ก็คงต้องรบกวนท่านแม่ตามเคย
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|